| Sirirat's profileOrdinary Happiness Brigh...PhotosBlogLists | Help |
|
Ordinary Happiness Brightens the DaySeptember 03 วัยวุ่นรุ่นสุดยอดเฝ้าฝันฟันฝ่าผาดโผน เข้มแข็งขึงขังไขว่คว้า พลุ่งพล่านแพรวพราวลีลา ท่วงท่าพลิ้วพรายบรรเลง
ฟากฝั่งสุดตาวาดหวัง หวั่นหวาดหวั่นไหวเกรงกริ่ง ล้มล้าล่าถอยท้อทิ้ง จมดิ่งผิดหวังลังเล
มิตรภาพเกื้อหนุนอุ่นอิ่ม รอยยิ้มสดใสไฟโหม ฮึกเหิมห้าวหาญจานทะโยน ก้าวแกร่งรันโรมหยัดยืน
ขอบคุณวันเวลาวัยเยาว์ งดงามแม้ขลาดเขลา ความทรงจำวันวาน กล่องสมบัติเติมพลังใจ
ขอบคุณแรงบันดาลใจ Honey and Clover (Movie) Nairuthung for DVD
August 21 เป็นเจ้าหน้าที่รับบริจาคโลหิต!วันนี้ถึงจะเป็นวันหยุดชดเชยวันแม่แต่ฉันก็ตื่นเวลาเดียวกันกับวันทำงาน เพราะฉันมีนัด...ไปเป็นเจ้าหน้าที่รับบริจาคโลหิตที่สมาคมสร้างคุณค่าแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ที่ติวานนท์ งานนี้ต้องขอบคุณพี่หมีมากค่ะที่ชวนฉันไปเป็นเจ้าหน้าที่ด้วย เรามีการแบ่งงานเป็นหลายฝ่าย ตั้งแต่งานลงทะเบียน ดูแลเรื่องรองเท้า แผนกต้อนรับ กิจกรรม ประสานงาน เตรียมการ ห้องน้ำ ส่วนฉันช่วยในส่วนของกิจการภายในที่พี่หมีดูแล
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าฉันเป็นแฟนคลับบริจาคเลือดตัวยง ชอบบริจาคเลือดมาก เคยถึงขั้นโดดเรียนไปบริจาคเลือด สัมผัสการบริจาคเลือดครั้งแรกสมัยม.ปลาย เพื่อนสนิทฉันอยากบริจาคเลือดพวกเราก็เฮละโลไปให้กำลังใจข้างเตียง ไม่มีใครไม่คิดถึงเข็มเจาะเลือดเล่มใหญ่ แต่ถึงจะกลัวกันก็มีคนสู้ตายสะกดกลั้นความกลัวขึ้นเขียง... เอ๊ย ไม่ใช่ ...ขึ้นเตียงบริจาคเลือด แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้บริจาคด้วยหรอกนะ ก็น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์นี่นา ต้อง 45 กิโลกรัมขึ้นไปค่ะ จริงๆ ถ้าคนนั้นรูปร่างผอมบางถึงน้ำหนักจะผ่านเกณฑ์ เจ้าหน้าที่ก็อาจไม่อนุญาตให้บริจาคเลือด ควรจะหนักประมาณ 47 กิโลกรัมค่ะ ผ่านเกณฑ์น้ำหนักของผู้บริจาคเลือดแน่นอน แต่ก็ต้องตรวจอีกว่าผ่านเกณฑ์ในข้ออื่น ๆ ไหม
ฉันบริจาคเลือดครั้งแรกสมัยเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นเมื่อมีโอกาสฉันมักไม่พลาดการขึ้นเตียงให้เลือด สถิติที่ทำได้ตอนนี้คือ บริจาคมาแล้ว 9 ครั้ง การตรวจร่างกายก่อนบริจาคเลือดฉันผ่านไปด้วยดีทุกครั้ง แต่ช่วงปีสองปี ที่ผ่านมา บางครั้งวันที่รับบริจาคฉันไม่สบาย พอรู้ตัวก็ไม่ไป แต่มีครั้งหนึ่งอยากบริจาคมากแต่ก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะผ่านเกณฑ์มั้ย ก็เลยถามคุณหมอ “คุณหมอคะหนูตาอักเสบบริจาคได้มั้ยคะ แต่หนูไม่ได้กินยานะคะ” “ไม่ได้ค่ะ เพราะเลือดคุณมีเชื้อโรคอยู่ ไม่สามารถนำเลือดไปให้ผู้ป่วยได้” ครั้งนั้นถึงเพิ่งรู้สึกว่าการบริจาคเลือดนั้นไม่ง่าย แน่นอนสำหรับหลายคนการทำใจไม่ให้กลัวเข็มนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้ แต่ฉันเป็นพวกบ้าบิ่น เรื่องเข็ม...จิ๊บจ๊อย
วันนี้ได้มาเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยในห้องรับบริจาคเลือดเลย ดีใจที่สุด ได้ช่วยตั้งแต่จัดวางเตียง โต๊ะ เก้าอี้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย จัดพื้นที่สำหรับทานน้ำหวานและของว่างให้ผู้ที่เพิ่งบริจาคเลือดเสร็จ การดื่มน้ำหวานและขนมนี้สำคัญนะคะ ขาดไม่ได้เพราะผู้บริจาคเลือดอาจเป็นลม เกิดอาการช็อกเนื่องจากสูญเสียเลือด ที่สำคัญขนมอร่อยค่ะ น้ำแดงเฮลบลูบอยก็ชื่นใจ ถ้าไปบริจาคที่สภากาชาดจะมีน้ำชาให้ดื่มด้วยค่ะ
เมื่อจัดห้องสำหรับบริจาคเลือดและห้องรับประทานของว่างเรียบร้อยแล้ว คนก็ทยอยมากันพอดี กำลังจัดการเรื่องบัตรคิวอยู่ เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งก็มาบอกว่า “หนูจ๋าช่วยเตรียมน้ำให้คนที่มาบริจาคดื่มก่อนที่จะเข้าไปข้างในด้วยนะ จะช่วยกันไม่ให้เป็นลมหลังให้เลือด” ความรู้ใหม่ค่ะ ความรู้ใหม่ เพราะก่อนหน้านี้บริจาคกี่ทีก็ไม่เคยมีใครบอกให้ดื่มน้ำก่อน ที่ทำงานก็จัดให้สภากาชาดไปรับบริจาคเลือดทุกสามเดือนก็ไม่เห็นให้ดื่มน้ำก่อน แต่ถ้าคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว คงเป็นเพราะการดื่มน้ำเยอะ ๆ จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้เร็วกว่าเมื่อต้องสูญเสียเลือดเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่รอคุณหมอมา เราก็ได้ฟังเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เรื่องการทำงานของสภากาชาดและการบริจาคเลือด สภากาชาดต้องหาเลือดให้ได้วันละ 1,500 ยูนิตต่อวัน (หนึ่งถุงเท่ากับหนึ่งยูนิต) สำหรับเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และสำหรับต่างจังหวัดที่ขอเข้ามาหากกาชาดจังหวัดนั้นๆ มีเลือดให้ไม่พอ เจ้าหน้าที่อยากให้ทุกวันเป็นวันแม่เพราะทุกคนจะถือเป็นโอกาสดีมาบริจาคเลือดกัน มีหลายหน่วยงานติดต่อมา แต่ถ้าพูดถึงทั้งปีแล้วมีเพียงสี่เดือนเท่านั้นที่ทางสภากาชาดหาเลือดได้เพียงพอต่อความต้องการ คือเดือนกรกฎาคม สิงหาคม พฤศจิกายน และธันวาคม จึงไม่แปลกที่จะได้ยินว่าสภากาชาดขาดแคลนเลือดให้มาช่วยกันบริจาค
เจ้าหน้าที่บอกว่า “บางคนอาจคิดว่าต้องใช้เลือดอะไรกันมากมายไม่เห็นมีอุบัติเหตุ อุบัติภัยร้ายแรงอะไร จริงๆ แล้วต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ป่วยที่ต้องการเลือดเนื่องจากประสบอุบัติเหตุนั้นมีเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีกแปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเลือด เช่น ธาลัสซีเมีย ที่รอการบริจาคเลือดของเราอยู่”
ได้ฟังอย่างนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมฉันถึงได้รับฟอร์เวิร์ดเมลแจ้งว่าสภากาชาดขาดแคลนเลือดบ่อยครั้ง
“ช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ สภากาชาดยิ่งต้องการรับบริจาคเลือดมากเป็นพิเศษเพื่อส่งไปให้ผู้บาดเจ็บจากปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยการบินไทยเป็นผู้สนับสนุนเรื่องการขนส่งเลือดไปยังโรงพยาบาลทางใต้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย…” ฉันยังอยากฟังต่อ น่าเสียดายที่ต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองซะแล้ว
ฉันและเพื่อน ๆ ช่วยเก็บบัตรคิวจากผู้บริจาคเมื่อเขาจะออกจากห้อง จดว่าคิวไหนบริจาคได้หรือไม่ได้ และแจกของที่ระลึก น่าตกใจมากที่ผ่านไปแล้วสิบคน คนที่บริจาคได้มีเพียงสี่ถึงห้าคน ฉันไม่เคยรู้ว่าคนที่มาบริจาคเลือดจะไม่ผ่านเกณฑ์เยอะขนาดนี้ น่าเสียดายทุกคนล้วนตั้งใจมาเพื่อการนี้ทั้งนั้น เหตุผลที่ไม่สามารถบริจาคได้ก็แตกต่างกันไป เลือดซีดบ้าง บางคนกินยาแก้หวัดอยู่ บ้างก็นอนน้อย ท้องเสีย เป็นโรคหัวใจ ความดันสูง ฯลฯ เหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์และสามารถแก้ตัวเพื่อบริจาควันนี้ได้มีแค่เพียงยังไม่ได้กินข้าวมา ก็ไปกินข้าวแล้วกลับมาใหม่
เจ้าหน้าที่บอกว่า”เป็นอย่างนี้ทุกที่ คนบริจาคสองร้อยคนอาจจะเก็บเลือดได้สักร้อยห้าสิบ เราต้องคัดกรองอย่างเข้มงวดเพราะเราห่วงสุขภาพทั้งผู้ให้และผู้รับ”
ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของเจ้าหน้าที่ที่พูดบนเวทีเมื่อเช้าว่า “จะมาบริจาคเลือดห้ามกินอาหารที่มีมันเยอะ ๆ อย่างข้าวขาหมูนี่ไม่ได้เลย เพราะเรากินอะไรไปเลือดเราก็จะเป็นอย่างนั้น กินอาหารมัน ๆ เลือดก็จะข้นมาก พอแยกเลือด เอาแต่น้ำเหลืองจะสังเกตเห็นเลยว่าแทนที่จะได้น้ำเหลืองสีเหมือนน้ำมันใสกลับได้น้ำเหลืองสีชาเขียว คุณหมอก็ไม่รับ เอาไปแขวนให้คนไข้ เขาก็จะสงสัยเอ...นี่ให้น้ำเหลืองจริงเหรอ ทำไมสีเขียวหว่า”
ช่วงรับบริจาคเลือดรอบบ่ายมีคุณแม่ของน้องคนหนึ่งพอให้เลือดแล้วถูกพามานอนเตียงปฐมพยาบาลเนื่องจากเดินต่อไม่ไหว นอนพักสักครู่ก็ลุกขึ้นมา แต่ดูท่ายังไม่ดีเจ้าหน้าที่เลยแนะนำให้ไปนอนที่ห้องพยาบาล ฉันอาสาพาไปเอง ระหว่างทางก็ถามไถ่เป็นยังไงบ้างคะ ยังรู้สึกเวียนหัวหรือเปล่า คุณแม่ท่านนั้นบอกว่าไม่แล้วแต่หนาว ฉันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองใส่เสื้อหนาวอยู่จึงถอดออกมาบอกให้คุณแม่ท่านนั้นสวม คุณแม่เกรงใจค่ะไม่กล้าใส่ ฉันจึงเอาเสื้อหนาวคลุมไหล่ให้ พอเข้าไปห้องพยาบาลไม่ใส่เสื้อหนาวไม่ได้แล้วค่ะ เพราะแอร์เย็นมาก โชคดีที่บนเตียงนอนก็มีผ้าห่มหนาด้วย ไม่อยากบอกเลยค่ะว่าเสื้อหนาวตัวนี้ฉันไม่ได้ซักมากี่อาทิตย์แล้ว เป็นตัวที่ฉันติดไปออฟฟิศทุกวันไว้ใส่เวลานั่งในรถที่แอร์เย็น
“เอ่อ...คุณแม่คะ ถ้าได้กลิ่นตุ ๆ อย่าว่ากันนะคะ” ฉันนึกในใจและเดินกลับห้องบริจาคเลือด กลับมาห้องพยาบาลอีกทีคุณแม่ยังสวมเสื้อหนาวของฉันนอนอ่านหนังสืออย่างผ่อนคลาย
บ่ายสามกว่า ไม่มีคนรอบริจาคเลือดอยู่หน้าห้องแล้ว ฉันจึงไปต่อแถวตรวจร่างกายกับเขาบ้าง ไม่นานเจ้าหน้าที่มาบอกว่าถุงเลือดหมดแล้วครับ อดค่ะ ราวห้าคนที่ต่อแถวอยู่จึงไม่ได้บริจาคเลือดวันนี้รวมถึงฉันด้วย แต่ไม่เสียใจเพราะพรุ่งนี้สภากาชาดก็จะมารับบริจาคเลือดที่ออฟฟิศฉัน เย่
งานนี้เราได้เลือดตามเป้าที่ตั้งไว้ค่ะ ประมาณ 150 ถุง ตอนแรกพี่ ๆ กลัวว่าวันนี้เป็นวันหยุดชดเชยคนจะมาน้อย เราจัดกันครั้งแรกด้วย จึงไม่กล้าแจ้งจำนวนกับสภากาชาดเยอะ บัตรคิววันนี้แจกไปราว 270 ถ้าไม่ติดว่าเราเริ่มงานช้าบางคนรอไม่ไหวกลับไปก่อนเพราะมีธุระ และถุงเลือดไม่เพียงพอ เราก็น่าจะได้เลือดอีกไม่น้อย
ถึงอย่างไรวันนี้ฉันสุขใจได้มาช่วยงานรับบริจาคเลือด คุณล่ะคะเคยบริจาคเลือดหรือยัง June 17 ความรักผลิบานเดือนนี้มีข่าวดีพร้อมกันจากพี่และเพื่อนที่ออฟฟิศ เพื่อนจะแต่งงานเดือนหน้านี้ ส่วนพี่แต่งงานปลายปี จริง ๆ แล้วมีรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยจะแต่งปลายปีอีกคนเหมือนกัน ข่าวดี ข่าวดี ดีใจด้วยกับทุกคู่นะคะ ว่าที่บ่าวสาวคู่หนึ่งทำให้ฉันรู้สึกอิ่มเอิบ ตอนแรกไม่มีใครรู้ว่าเจ้าบ่าวเป็นใคร พอฉันรู้ความจริง นั่นล่ะที่ทำให้ฉันเป็นปลื้ม คงเป็นเพราะฉันรู้จักทั้งสองคนเพราะเราทำงานด้วยกัน แต่ไม่เคยระแคะระคายสักนิดว่าพวกเขาคบกันอยู่ และความที่ว่าทั้งคู่รู้จักกันมานานแล้วแต่เพิ่งคบกันไม่กี่ปีนี่ด้วยที่ทำให้ฉันรู้สึกอิ่มเอม เป็นคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันนิ :) นอกจากอิ่มเอมกับข่าวดีบ่ายวันนั้นแล้วตอนเย็นพวกเราก็มาอิ่มหนำกันที่บิ๊กมาม่า หกสาวแว่นบุกร้านพิซซา บรรดาสาวโหดแบกกระเป๋าใบเขื่องกลุ่มนี้ยังสั่งอาหารจานโตหกอย่าง สลัดไก่ย่าง พิซซาทูนา ลาซานญาผัก รีซอตโต ไส้กรอกรวม และสปาเก็ตตีมะเขือเทศ ใครบางคนในกลุ่มบอกว่าเรากินกันเรื่อยๆ สบายๆ แต่ม่ถึงครึ่งชั่วโมงทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง แล้วเราก็ต่อกันด้วยชีสเค้กเนื้อนุ่มกับมูสช็อกโกแลตอะร้อยอร่อย สงสัยจริงกินเก่งอย่างนี้จะมีคนรับเลี้ยงมั้ยเนี่ย แต่ที่แน่ๆ สาวแว่นหนึ่งในหกคนนี้ก็เป็นว่าที่เจ้าสาวกับเขาด้วย May 21 กาแฟ ทุเรียน เปลี่ยนไปสมัยเรียนฉันกับเพื่อนอีกคนมักเข้าร้านกาแฟอยู่บ่อย ๆ จนเราต่างมีฉายาเป็นของตัวเองตามเมนูที่เราชอบสั่งเป็นประจำ มอคคากับอเมริกาโน ตอนเด็กเคยจิบกาแฟที่ผู้ใหญ่ชงไว้สักสองสามครั้ง แต่มากินเป็นเรื่องเป็นราวก็ตอนโตแล้วเนี่ยล่ะ แอบดีใจว่าตัวเองกินแล้วไม่ใจสั่นหรือปวดหัว แถมยังพลอยชอบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลตามเพื่อนด้วย เลยรู้สึกว่าเราก็คอกาแฟกับเค้าเหมือนกัน
พอเรียนจบก็ห่างหายจากการกินกาแฟไปหลายปี พอรู้ตัวอีกทีกลายเป็นว่ากินกาแฟแล้วใจสั่น อาจเป็นเพราะเวลาอร่อยฉันมักดื่มแป๊บเดียวหมดหรือเปล่า ไม่ได้นั่งละเลียดเหมือนเมื่อก่อน คิดดูอีกทีจริง ๆ แล้วฉันคงไม่ได้ชอบกาแฟมากหรอกแต่ชอบบรรยากาศการดื่มกาแฟมากกว่า เหมือนสำนวนนักเขียนจีนที่ว่า “ไม่ได้ชอบดื่มสุรา แต่ชอบบรรยากาศการร่ำสุรา” (ถ้อยคำที่ถูกพูดว่ายังไงนะ ใช่คำพูดของโกวเล้งหรือเปล่า ใครรู้ช่วยบอกหน่อยนะคะ)
นอกจากกาแฟที่มีคนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อแล้ว ทุเรียนก็คงจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน มีทั้งคนโปรดปราน และคนเกลียดเข้าไส้ ฉันอยู่พวกหลัง ไม่ชอบกลิ่นและไม่กินเด็ดขาดทั้งที่ฉันกินพืชผักทุกอย่างที่ใครว่าเหม็นหรือขม เคยลองกินอยู่สองสามครั้งเพราะเห็นคนในบ้านกินกันเอร็ดอร่อยเหลือเกิน โดยเฉพาะแม่ ความพยายามไม่เป็นผล หลังจากนั้นแม่เรียกให้กินกี่ครั้งก็บอกปัด
แต่แล้วอาทิตย์ก่อน “เอ๊ะอะไรหอม ๆ” น้าถือทุเรียนเข้ามา ฉันก็มองน้ากินตลอดและเอ่ยปากขอชิมเอง “อีม รสชาติดีนะ” ฉันเปลี๊ยนไป๋.....
กินเสร็จเข้าห้องน้ำ อึม โล่ง สบาย ความคิดเลยบรรเจิดว่า... ตัวเราเองเปลี่ยนไปแบบไม่มีเหตุผล นับประสาอะไรกับการคาดคั้นหาเหตุผลจากคนอื่น “ทำไมเธอเปลี่ยนไป” บางครั้งเราก็หาเหตุผลให้กับทุกอย่างไม่ได้ หรือถึงจะรู้สาเหตุไปก็อาจไม่ช่วยให้เราผ่านความทุกข์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้น ยอมรับว่าไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน May 09 Color Beat
Color Beat White say being weak sometimes is alright. Tell what I feel is fine I know but not realize So black win this game tonight. I wanna believe in White On the other hand, I’m hooked on Black side. Black teach me to be strong. It’s wrong to be fragile. Stop my tongue to call to heal Leave magic in shadow field. I try to resist Black. Still try…. |
|
|||
|
|